วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

กองมรดก คืออะไร

กองมรดกคือทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน เสื้อผ้า หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัว แม้แต่ทองที่ครอบฟันไว้ ก็เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้ตาย ซึ่งเมื่อบุคคลใดตายแล้วย่อมอยู่ในความหมายของกองมรดกด้วย
นอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังรวมถึงบรรดาสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวันที่ตายหรือที่จะมีขึ้นในวันข้างหน้าภายหลังจากที่ตายแล้วด้วย เช่นทำสัญญาเช่าบ้านมีกำหนดสิบปี เช่าไปได้สองปีแล้วเกิดตายลง สิทธิที่จะเช่าบ้านนั้นต่อไปอีก ๘ ปี ก็จะตกเป็นกองมรดก ในขณะเดียวกันหน้าที่หรือความรับผิดในการชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่ก็ดี หรือที่จะชำระต่อไปในวันหน้าก็ดี ล้วนตกเป็นกองมรดกด้วยกันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามบรรดาสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิด ที่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย ย่อมตายตามตัวผู้ตายไปด้วย ไม่ตกทอดไปถึงทายาท เช่นทำสัญญาว่าจะไปเล่นลิเกให้ชมในอีกสิบวันข้างหน้า หรือไปตกลงรับจ้างวาดรูปไว้ แล้วเกิดตายเสียก่อนเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าโดยสภาพแล้วเป็นเรื่องเฉพาะตัว จะมากะเกณฑ์ให้ทายาทต้องไปเล่นลิเกแทนผู้ตายย่อมไม่ได้ แต่ถ้าบังเอิญผู้ตายไปรับเงินค่าตัวเขามาก่อนแล้ว ก็กลายเป็นหนี้ที่ทายาทจะต้องชดใช้คืนให้แก่ผู้จ้าง
เมื่อกฎหมายกำหนดว่ากองมรดกนั้นประกอบไปด้วยทั้งทรัพย์สินและหน้าที่และความรับผิดด้วยเช่นนี้ มิกลายเป็นว่าถ้ากองมรดกมีหนี้มากกว่าทรัพย์สิน ทายาทที่จะรับมรดกไปมิต้องกลายเป็นลูกหนี้ไปด้วยหรือ เรื่องนี้กฎหมายมิได้ใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดนั้น เพราะได้กำหนดไว้แล้วว่าไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร ทายาทก็ไม่จำต้องรับผิดเกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน เรียกว่าอย่างแย่ที่สุดก็เพียงเสมอตัว คือไม่ได้อะไรเลย
ที่ว่าทรัพย์สินของผู้ตายนั้น ต้องเข้าใจว่าหมายถึงทรัพย์สินที่เป็นของผู้ตายจริง ๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินทั้งหมดที่สามีภริยามีอยู่ร่วมกัน เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์สินที่มีอยู่ระหว่างสามีภริยาจะต้องแยกออกจากกันเสียก่อน ส่วนของใครก็เป็นของของคนนั้น จะทำพินัยกรรมยกให้ใครก็ได้ แต่จะต้องยกเฉพาะส่วนที่เป็นของตนเท่านั้น ถ้าไม่มีพินัยกรรม และทรัพย์สินจะตกได้แก่ทายาทโดยธรรม ทรัพย์สินที่จะตกไปย่อมจำกัดอยู่แต่เฉพาะส่วนที่เป็นของผู้ตาย ไม่รวมถึงส่วนที่เป็นของคู่สมรสด้วย
เมื่อคู่สมรสคนหนึ่งตายไป การสมรสย่อมสิ้นสุดลง ทรัพย์สินที่ทั้งสองมีอยู่ด้วยกันย่อมแยกออกจากกันโดยผลของกฎหมาย แม้ว่าในความเป็นจริงทรัพย์สินทั้งหมดจะยังอยู่รวม ๆ กัน บางชิ้นก็เป็นชื่อของคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทรัพย์สินนั้นจะเป็นของคนนั้นแต่เพียงผู้เดียว

ผลของการหมั้น

ผลของการหมั้น
การหมั้นที่สมบูรณ์ย่อมนำไปสู่การสมรส แต่ในกรณีที่การสมรสไม่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรจะบังคับให้มีการสมรสไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นสิ่งที่การหมั้นหรือสัญญาหมั้นแต่ต่างจากสัญญาอื่นๆซึ่งสามารถบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถบังคับให้สมรสไม่ได้ แต่ยังมีผลต่อของหมั้นซึ่งฝ่ายชายได้ให้แก่หญิงคู่หมั้นด้วยว่าหญิงนั้นจะต้องคืนของหมั้นให้แก่ชายหรือไม่ ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้
ในกรณีที่การสมรสไม่อาจเกิดขึ้นได้อันเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้หญิงคู่หมั้นต้องคืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชาย
1. หญิงคู่หมั้นไม่ย่อมสมรสโดยไม่มีเหตุอันสมควร(เท่ากับผิดสัญญาหมั้น)
2. ชายคู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้น เพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดจากหญิ

แต่ในกรณีดังต่อไปนี้หญิงคู่หมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายชาย(เพราะไม่ได้เกิดจากความผิดของหญิง)
1. ชายคู่หมั้นผิดสัญญาหมั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร
2. ชายหรือหญิงคู่หมั้นตายก่อนสมรส
3. หญิงคู่หมั้นบอกเลิกการหมั้นกรณีมีเหตุสำคัญเกิดจากชายคู่หมั้น
4. ต่างฝ่ายต่างละเลยไม่นำพาต่อการจดทะเบียน จะถือว่าหญิงคู่หมั้นผิดสัญญาไม่ได้

ภรรยาน้อยมีสิทธิรับมรดกโดยเสน่หาได้มากเท่าที่จะให้ได้

สมัยนี้มีผู้หญิงเก่งออกทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น จึงมีโอกาสในการพบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตา มีสิทธิที่จะเลือกคู่ครองมากขึ้น บางครั้งในการเลือกคู่ครองอาจไม่ประสบกับความสำเร็จเพราะมารู้ทีหลังว่าสามีได้มีภรรยาจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายอยู่ก่อนแล้ว หรืออาจเลือกคู่ครองด้วยความรักเป็นปัจจัยสำคัญ ถึงแม้จะต้องเป็นภรรยาน้อยของเขาก็ยินยอม
ปัจจุบันกฎหมายรับรองภรรยาเพียงคนเดียวที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเกิดหนึ่งสามีถึงแก่ความตาย ภรรยาหลวงมีสิทธิที่จะตามทวงทรัพย์สินของสามีกลับคืนมาเป็นกองมรดก หรือทวงกลับมาแบ่งเป็นสินสมรสได้ ดังนั้นท่านที่เป็นภรรยาน้อยทั้งหลาย หรือที่ไม่แน่ใจว่าจดทะเบียนสมรสซ้อนหรือไม่ ขอให้คุณสามีของท่านโอนกรรมสิทธ์ทรัพย์สินให้เป็นของตัวภรรยาน้อยเองทุกครั้งที่สามีซื้อทรัพย์สินให้ เพื่อป้องกันการถูกติดตามทวงคืนจากภรรยาหลวง
กรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ คอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น พัดลม ถึงแม้ว่าภรรยาหลวง พิสูจน์ได้ว่า สามีตนเป็นคนซื้อให้ภรรยาน้อยก็ตาม ภรรยาหลวง ก็ไม่มีสิทธิมายกเอาคืนไปเฉยๆได้ถ้าไม่ได้รับการยินยอมจากภรรยาน้อย ทางออกที่ดีคือบอกให้คุณภรรยาหลวงไปฟ้องร้องเอาแล้วกัน ถ้าอยากได้เครื่องใช้ไฟฟ้าคืน สำหรับผู้เป็นภรรยาน้อยสมัยใหม่นี้ไม่มีกฎหมายรับรองฐานะท่านไว้ ดังนั้นควรหาวิธีการให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยการให้ด้วยเสน่หา ไว้ให้มากที่สุด ภรรยาหลวงจะตามมาเอาคืนไม่ได้ (เพราะตอนได้มาไม่มีสัญญาข้อผูกมัดและท่านก็มิได้เนรคุณ ท่านสามีแต่ประการใด)

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

จ้างคนทำความสะอาดบ้านเป็นการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ?

สวัสดีปีใหม่ 2553 กับเรื่องใหม่ๆ มาให้ เพื่อนๆ ช่วยเหลือด้วยการแสดงความคิดเห็น

เรื่องมีอยู่ว่า ---->

เพื่อนบ้าน(ซึ่งเป็นคนรับทำความสะอาดบ้านและได้ค่าจ้างเป็นรายเดือนอยู่แล้ว) เดือดร้อนเงิน มาขอความช่วยเหลือ โดยการขอยืมเงิน ครั้งละ หนึ่งหมื่นบาท จำนวน 3 ครั้ง รวมแล้วเป็นเงินจำนวนสามหมื่นบาทถ้วน (ไม่มีสัญญาการยืมเงิน) แต่เจ้าของเงินจดบันทึกไว้ในสมุด บันทึกค่าใช้จ่ายประจำวัน ว่าให้เพื่อนบ้านยืมเงินไปจำนวนเท่าไร เมื่อทวงถาม ขอคืนเงินเพื่อนบ้านไม่มีเงินจะจ่ายเงินคืน เจ้าของเงินจึงเสนอให้เพื่อนบ้าน ทำความสะอาดบ้านให้ เป็นเวลา 15 เดือน โดย จะ หักจากจำนวนเงินที่ยืมไปเดือนละ สองพันบาท แต่ไม่ได้ทำการบันทึกกับเพื่อนบ้านเพราะเกรงใจไม่กล้าให้ความกระทบกระเทือนจิตใจของเพื่อนบ้านเพราะได้ฝากกุญแจบ้านไว้กับเพื่อนบ้าน 1 ชุด ตลอดเวลา และกลัว ว่าจะถูกเอาเกลือหรือผงซักฟอกผสมกับน้ำดื่มให้กิน
ถ้าเกิดเพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านได้สัก 2-3 เดือนแล้วเลิกทำความสะอาดบ้านเพราะไม่ได้เงินค่าจ้างเหมือนแต่ก่อนนี้ จะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เหลือได้หรืไม่ หรือฟ้องร้องให้ทำความสะอาดจนครบกำหนด 15 เดือนได้หรือไม่ (ถ้าการทำความสะอาดบ้านถือเป็นการจ้างทำของจะสามารถฟ้องร้องได้ และต้องทำให้บ้านสะอาด แต่ในความเป็นจริงเพื่อนบ้านคนนี้ทำความสะอาดบ้านได้สะอาดระดับหนึ่ง แสดงว่าน่าจะเป็นการจ้างแรงงาน เพราะมิได้มุ่งหวังผลสำเร็จของงาน) แล้วเพื่อนๆ ล่ะ คิดว่าน่าจะเป็นอย่างไร ฟ้องร้องได้ไหม?

สัญญาจ้างแรงงานและสัญญาจ้างทำของ มีลักษณะที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันบ้าง บางประการกล่าวคือ สัญญาจ้างแรงงานเป็นการจ้างให้บุคคลอื่นทำงานให้ แต่มิได้มุ่งถึง ผลสำเร็จของงานเป็นหลักเหมือนดังเช่นสัญญาจ้างทำของที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นหลัก

จ้างแรงงาน
สัญญาจ้างแรงงาน คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งที่เรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่ บุคคลอีกคนหนึ่งที่เรียกว่า นายจ้าง และ นายจ้างตกลงจะให้สินจ้างแก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้

ลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน
(1) สัญญาจ้างแรงงานเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นนิติกรรมสองฝ่ายระหว่างคู่สัญญาฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างที่มีการ บัญญัติไว้เป็นเอกเทศในลักษณะจ้างแรงงาน-จ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(2) สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ก่อหนี้ให้แก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยฝ่ายลูกจ้างมีหนี้ที่จะต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหนี้ที่จะต้องจ่ายสินจ้าง ให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน
(3) สัญญาจ้างแรงงานไม่มีแบบหรือหลักฐานเป็นหนังสือ กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำตามแบบหรือทำเป็นหนังสือ ฉะนั้นเพียงแต่ เจตนาของทั้งสองฝ่ายตรงกัน ก็ถือว่าสัญญาจ้างแรงงานเกิดขึ้นแล้ว

(4) สัญญาจ้างแรงงานมีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะโอนสิทธิ และหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานให้ผู้อื่นไม่ได้ นอกจากอีกฝ่ายหนึ่งจะยินยอม ในกรณีเมื่อลูกจ้างตายลง สัญญาจ้างแรงงานย่อมระงับทายาทจะสวมสิทธิ และหน้าที่ตามสัญญาไม่ได้ แต่สำหรับกรณีนายจ้างนั้น หากสัญญาจ้างแรงงานมีสาระสำคัญอยู่ที่ตัวบุคคล ผู้เป็นนายจ้าง สัญญาจ้างย่อมระงับไปเช่นกัน

ข้อสังเกต สัญญาจ้างแรงงานอาจเป็นความตกลงในการทำงานที่ต้องใช้สติปัญญา นอกจากแรงงานก็ได้ สินจ้างในสัญญาจ้างแรงงานอาจเป็นทรัพย์สินอื่นใด โดยไม่จำกัดเพียงแค่ ในรูปเงินตราเท่านั้น และ “ลูกจ้าง” ในที่นี้ไม่ได้หมายความรวมถึง ข้าราชการ และ ลูกจ้างของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ

จ้างทำของ
ความหมายของสัญญาจ้างทำของ คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น

ลักษณะของสัญญาจ้างทำของ
1. สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้รับจ้างจะต้องทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างต้อง ให้สินจ้างเพื่อผลงานนั้น ทั้งนี้สินจ้างอาจเป็นเงินตราหรือทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้ตามแต่ จะตกลงกัน
2. สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานที่ทำเป็นสำคัญ
3. สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาตกลงกัน แม้ด้วยวาจาก็สามารถ ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ โดยไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สิทธิที่จะตายเลือกได้หรือ?

ได้มีโอการดูหนังเรื่อง แฮปปี้วาเลนไทน์ แล้วทำให้รู้สึกสงสาร ตัวพระเอกที่ต้องมาเฝ้าดูแลรักษาพยาบาลนางเอก ที่นอนแน่นิ่ง อยู่บนเตียงคนป่วย เนื่องจาก ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ และสมองได้รับความกระทบกระเทือน จนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกเลย คิดว่าคนที่เจอกับเหตุการณ์อันเลวร้ายแบบนี้คงจะภาวนาให้เวลาช่วงนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด หรือตัวผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงเองถ้าระบบประสาทของเขายังสามารถรับรู้ ความรู้สึกได้ ก็คงจะอึดอัดน่าดู เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้องมารับรู้ถึงความทุกข์ ความรู้สึกเจ็บปวดของคนรอบข้าง คิดว่าตัวผู้ป่วยเองก็คงอยากจะให้เวลาอันเลวร้ายที่แสนจะทรมารนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็วเช่นกัน

ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับกฎหมายที่จะออกมาเพื่อให้สิทธิในการเลือกที่จะตาย ในกรณีของผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นแล้วว่าสมองตายแล้ว ไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น ไม่สามารถหายใจด้วยตนเองได้ ถือว่าผู้ป่วยคนนั้นได้ตายไปแล้ว ให้สิทธิเลือกที่จะตายได้ เพราะร่างกายไม่สามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดอีกแล้ว และจะได้ไม่เป็นการทรามาร จิตใจของญาติผู้ป่วยที่ต้องฝืนความจริงหวังว่าจะมีปาฏิหารย์จะช่วยให้ ผู้ป่วยฟื้นอีกครั้ง ต้องสูญเสียกำลังทรัพย์ก้อนใหญ่ในรักษาพยาบาล ไม่มีเวลา ไปประกอบกิจการงานใดๆได้ ทำให้ชีวิตหดหู่ และสิ้นหวังในที่สุด

ถึงแม้ไม่มีใครอยาก เจอกับสิ่งนี้ “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่ มี หนีไม่พ้น” แต่คนเราทุกคนก็ ต้องเจอกับความตาย เพียงแต่ว่า จะตายช้า หรือ ตายเร็วเท่านั้น ดังนั้นคนเราควรที่จะ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และ อยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังในขณะที่ยังสามารถหายใจได้ด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้วเวลานั้นมาถึงตนอย่างรวดเร็วจนเกินไป ทำให้ คนที่อยู่รอบข้าง หรือคนที่รักเราและคนที่เรารัก ต้องมาเสียใจกับการจากไปของเรา ขอให้พวกเขามีความภาคภูมิใจ กับวันที่เราจากไปจะดีกว่าน่ะ

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เป็นนางสาวตลอดกาล

นามนั้นสำคัญไฉน แต่มันก็มีความสำคัญกับผู้หญิงอีกจำนวนมากที่อยากจะเปลี่ยนคำนำหน้านาม จากนางเป็นนางสาว อีกครั้งเพื่อความเท่าเทียมทางด้านเพศ ขณะที่ผู้ชายที่สมรสแล้วและยังไม่สมรสก็ยังใช้คำนำหน้านามว่า นาย ซึ่งด้ วยเหตุผลนี้แล้วทำไมกับผู้หญิงจึงจะทำไม่ได้ นี่คือประเด็นที่ได้มีกฎหมายมาตรา 6 หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลง จะใช้คำนำหน้านามว่า นางหรือ นางสาว ได้ตามความสมัครใจ โดยให้ไปแจ้ง ต่อ นายทะเบียนเพื่อขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นนางสาว

ถือว่าเป็นการเอาใจคุณผู้หยิงทุกคน ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งที่รอคอยเวลานี้มานาน ก็ได้เฮกันไปแจ้งต่อนายทะเบียน ขอเปลี่ยนคำนำหน้านาม เป็น นางสาว ด้วยความตั้งใจและสมกับที่รอคอย มายาวนาน

ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงของสังคมไทยยังไม่ให้การยอมรับในสังคมอย่างเต็มร้อยกับเรื่องนี้ ก็ตาม แต่ในแง่กฎหมายถือว่า ได้รับการยอมรับและมีความยุติธรรมเท่าเทียมกับผู้ชาย และที่สำคัญก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มีแต่เป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีของสังคมบ้านเรา บ่งบอกว่าสังคมของหญิงไทยกำลังเป็นที่ยอมรับในด้านความเท่าเทียม

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จะทำอย่างไรเมื่อถูกบอกเลิกสัญญาเช่าอย่างไม่เป็นธรรม?

สัญญาการเช่าทรัพย์สิน
เป็น สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า ผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลหนึ่ง เรียกว่า ผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะได้ค่าเช่าเพื่อการนั้น
1. เป็นสัญญาที่มิได้มุ่งหมายจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แต่เป็นการโอนสิทธิ์ครอบครองให้กับผู้เช่า
2. สัญญาที่มีวัตถุเป็นทรัพย์สิน คือวัตถุที่ให้เช่าอาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ หรือ ทรัพย์ไม่มีรูปร่าง ตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ที่มีราคาและอาจถืได้เช่น สิทธิในสัมปทาน
3. สัญญาเช่าทรัพย์เป็นสัญญาที่มีข้อตกลงชั่วระยะเวลาอันจำกัด มีกำหนดระยะเวลาเช่าที่สิ้นสุดแน่นอน
4. เป็นสัญญาต่างตอบแทน เพราะฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน โดยที่อีกฝ่ายจะต้องเสียค่าเช่าตอบแทนให้
5. เป็นสัญญาที่ถือคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสำคัญ ผู้ให้เช่า จะพิจารณาให้ผู้ใดเช่าทรัพย์สินของตนนั้น จะเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสำคัญ เช่นห้ามมิให้มีการเช่าช่วงหากผู้ให้เช่ามิได้อนุญาต และเมื่อผู้เช่าตายสัญญาเช่าก็จะระงับลง
6. ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบ ก็จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ และถ้ากำหนดการเช่ากว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ กำหนด ตลอดอายุของผู้เช่า หรือผู้ให้เช่า ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเท่านั้น

คุณจะทำอย่างไรเมื่อถูกบอกเลิกสัญญาเช่าอย่างไม่เป็นธรรม?
นางแดงได้ทำสัญญาเช่าตึกแถว กับนายปาน เป็นเวลา 3 ปี ( เริ่ม 1 ก.ค. 2550) และตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าเช่าเดือนละ 12000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน เมื่อนายปานตาย นางตา ผู้เป็นภรรยาของนายปานตัดสินใจขายตึกแถวหลังดังกล่าวให้กับ เฒ่าแก่แสง เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ เ ฒ่าแก่แสงตั้งใจซื้อตึกดังกล่าวเพื่อจะเปิดร้านสะดวกซื้อ จึงแจ้งให้นางแดงย้ายออกไปเพราะตนได้ซื้อเสร็จเด็ดขาด(โอนกรรมสิทธิ์) แล้วเมื่อวานนี้ (30 มิ.ย.2552) นางแดงแจ้งต่อ เฒ่าแก่แสง ว่า ตนทำสัญญาเช่าตึกไว้3 ปี ซึ่งยังไม่ครบกำหนดยังอยู่ต่อได้อีก1 ปี และจะขออยู่ต่อจนครบ อายุสัญญา และเมื่อวานนี้ นางตาได้มารับเงินค่าเช่าของเดือนนี้ล่างหน้าไปแล้ว เฒ่าแก่แสงบอกว่าจะให้เช่าต่อจนครบสัญญาเช่าก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับตนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนนี้ ละขอเพิ่มค่าเช่าเป็น 15000บาทต่อเดือน จนครบสัญญา
สรุปผลของกรณีดังกล่าว
1. นางแดงยังคงมีสิทธิ์เช่าตึกนั้นต่อไปจนครบสัญญา เช่า 3 ปี
2. เงิน 12000บาทที่ นางตารับไปเป็นค่าเช่าล่วงหน้านั้น นางแดงจะต้องติดตามทวงคืนเอาจากนางตา และนางตาจะอ้างว่า ได้แจ้งให้ เฒ่าแก่แสงทราบล่างหน้าแล้วไม่ได้ ถือเป็นการรอนสิทธิ
3. นางแดงไม่ต้องจ่ายค่าเช่า 15000บาทต่อเฒ่าแก่แสง และจ่ายเพียง 12000 ต่อเดือนให้กับ เฒ่าแก่แสงนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2552 จนครบสัญญา เช่า 3 ปี
หากเพื่อนๆ มีอะไรจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมขอเชิญนะค่ะ

เพื่อนคิดว่านางตาจะยอมคืนเงิน 12000บาทให้ นางแดงหรือไม่?

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้า ทำงานอยู่ที่บริษัทไทยแลนด์สเมลติ้งแอนด์รีไฟนิ่งจำกัด หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไทยซาร์โก้ ซึ่งเป็นโรงงานถลุงดีบุกมีแห่งเดียวในประเทศไทย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

1. กฎหมายว่าด้วยการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เกี่ยวข้องเมื่อมีการเริ่มต้นจะก่อสร้างโรง ตัองขออนุญาติจากอุตสหกรรม จังหวัด เพื่อขอสร้างโรงงาน

2. กฎหมาย แรงงาน เกี่ยวข้อง กับการจ้างพนักงานและและการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำแก่คนงาน ที่มาปฏิบัติงานในโรงงาน รวมทั้งเรื่องของการมีวันลาหยุด วันพักร้อน ตามกฎหมายแรงงานกำหนด

3. กฎหมายการประกันสังคม เกี่ยวข้องกับการจ้างพนักงานหรือคนงานเกิน 1 คน บริษัทต้องมีหน้าที่ดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนให้กับลูกจ้าง และบริษัทจะต้องนำส่งเงินสมทบส่วนของลูกจ้างและเงินสมทบส่วนของนายจ้างเป็นรายเดือน ต่อสำนักงานประกันสังคมของจังหวัดนั้น

4. กฎหมายว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เกี่ยวข้องเนื่องจากบริษัทเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้พลังงานจาก น้ำมันเตา, น้ำมัน, ถ่านหิน, ไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้ความร้อน 3600%C ในการหลอมละลายสินแร่ดีบุก กฎหมายสิ่งแวดล้อมควบคุม ฝุ่น ควันจากกระบวนการผลิตรวมทั้งการขนส่งพลังงานและวัตถุดิบคือแร่และถ่านหิน

5. กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากแร่ดีบุกเป็นทรัพยากรธรรมชาติจึงมีกฎหมายมาควบคุมดูแลที่มาที่ไปของดีบุก กล่าวคือกฎหมายควบคุมทุกครั้งที่มีการขนย้าย จากโรงงานไปยังลูกค้า หรือ จากผู้ขายแร่มายังโรงงานจะต้องยื่นคำขอใบอนุญาตขนแร่ โดยหน่วยงานทรัพยากร (ปัจจุบัน รวมอยู่กับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด) จะเป็นผู้อนุมัติ ออกใบอนุญาติขนแร่ ให้กับผู้ที่ยื่นคำขอ

6. กฎหมายศุลกากร เกี่ยวข้องเนื่องจาก บริษัทต้องนำเข้า วัตถุดิบคือดีบุกทั้งที่อยู่ในลักษณะสินแร่ และที่เป็นโลหะ และ ในขณะเดียวกัน ลูกค้า ของบริษัท ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าต่างประเทศ ดังนั้นข้นตอนการนำเข้าและส่งออกจึงเกี่ยวข้องกับกฎหมายศุลกากร

7. กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง เนื่องจากมีความจำเป็นต้องส่งมอบสินค้าจากโรงงานไปยังลูกค้าโดยรถบรรทุก และการขายไบรรทุก เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าภายในประเทศ และส่งมอบที่ท่าเรือสำหรับลูกค้าต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามขอบังคับของกฎหมายเรื่องการควบคุมน้ำหนักการบรรทุก

8. กฎหมายเกี่ยวกับภาษีและสรรพกร เนื่องจากบริษัทได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ดังนั้นทุกครั้งที่มีการซื้อวัตถุดิบเข้ามาบริษัทจะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มการ และเมื่อมีการขายสินค้าไปยังลูกค้าบริษัทมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีจากลูกค้าด้วยเพื่อนำส่งสรรพกรในเดือนถัดไป และในขณะเดียวกัน พนักงานซึ่งมีรายได้ ทางบริษัทมีหน้าที่หักภาษี รายได้ส่วนบุคคล ของพนักงานแต่ละคนไว้เพื่อนำส่งสรรพกร ส่วนตัวพนักงานซึ่งเผ้มีรายได้ต้องยี่นใบ ภงด91, ภงด90,ภงด94 ต่อสรรพกร ภายใน31 มีนาคม ของทุกปี เพื่อยืนยันการเป็นผู้มีเงินได้ที่แท้จริง